Menu Close

“รักชาติ” ไม่ใช่แค่ลมปาก แต่วัดกันที่ “สันหลัง” และ “การกระทำ”

“รักชาติ” ไม่ใช่แค่ลมปาก แต่วัดกันที่ “สันหลัง” และ “การกระทำ”
โดย: เสธ.ยอด (อินทรัตน์ ยอดบางเตย)

ช่วงนี้ผมเปิดโซเชียลมีเดียดูแล้วมันขัดลูกหูลูกตาครับ เห็นบรรดา “ผู้ยิ่งใหญ่” ทั้งหลายออกมาประกาศตัวโชว์ความ “รักชาติ” กันจนน้ำลายแตกฟอง ฟังแล้วมันคันหัวใจ เหมือนเห็นคนออกมายืนสั่งแถวแต่ตัวเองยังยืนไม่ตรง

ผมได้อ่านบทความของคุณหมอชวลิตที่เปรียบเทียบเรื่อง “มะเร็ง” กับ “การรักชาติ” แล้วชอบใจครับ แต่มุมมองของทหารอย่างผม การรักชาติมันมี “มาตรวัด” ที่ชัดเจนเหมือนการตรวจเช็คความพร้อมรบของกองทัพ ไม่ใช่แค่การมโนเอาเอง

1. รักชาติที่ “กระดูกสันหลัง” (Integrity & Discipline)
ในกองทัพ ถ้าทหารขาดวินัย กองทัพก็พัง ในฐานะพลเมือง ถ้าขาดความซื่อสัตย์ ชาติก็ล่มจมครับ หมอเขาบอกว่ามะเร็งคือเซลล์ที่คอร์รัปชั่นทรัพยากร สำหรับผม “คนโกงคือหนอนบ่อนไส้” ความรักชาติระดับพื้นฐานที่สุดคือการเคารพกฎหมาย ไม่ใช่ปากบอกรักชาติแต่ใต้โต๊ะรับสินบน ไม่ว่าจะเป็นโครงการพันล้านหรือเงินทอนเล็กน้อย ถ้าคุณยอมรับการโกง คุณก็คือ “เชื้อมะเร็ง” ที่กัดกินบ้านเมืองอยู่ดี ใครที่บริหารงบประมาณแล้วโปร่งใส นั่นแหละครับคือคนที่ควรรัก

2. รักชาติที่ “หน้าที่” (Professionalism)
ทหารมีหน้าที่ป้องกันประเทศ หมอมีหน้าที่รักษาคน นักการเมืองมีหน้าที่บริหารเพื่อประโยชน์สุขของปวงชน ความรักชาติที่ดีที่สุดคือการทำหน้าที่ของตัวเองให้ “เนี๊ยบ” ที่สุดครับ

ไม่ใช่เอาเวลาไปเที่ยวชี้หน้าด่าคนอื่นว่าไม่รักชาติ แต่หน้าที่ตัวเองกลับบกพร่อง เบียดบังงบประมาณ หรือเอาทรัพยากรหลวงไปใช้เป็นของส่วนตัว พฤติกรรมแบบ “สูบเลือดส่วนรวมไปเลี้ยงพวกพ้อง” นี่มันสันดานมะเร็งชัดๆ ครับ ใครทำงานสุจริต ไม่คดโกงเงินแผ่นดิน คนนั้นแหละฮีโร่ตัวจริงในสายตาผม

3. รักชาติที่ “หัวใจสาธารณะ” (National Teamwork)
เวลาผมทำทีมยกน้ำหนักทีมชาติไทย เราไม่ได้สู้เพื่อชื่อเสียงใครคนใดคนหนึ่ง แต่เราสู้เพื่อธงไตรรงค์บนหน้าอก การรักชาติคือการคิดถึง “ส่วนรวม” เหมือนระบบเลือดที่ต้องหมุนเวียนไปเลี้ยงทั้งร่างกาย ไม่ใช่กระจุกอยู่แค่ที่ก้อนเนื้อที่เดียว ใครที่กอบโกยเข้าตัวเองโดยไม่สนคนข้างหลัง นั่นคือการทำลายชาติในคราบนักบุญครับ

4. รักชาติที่ “ความกล้าหาญในการพูดความจริง” (Constructive Courage)
ข้อนี้สำคัญมาก ทหารเราถูกสอนให้รายงานสถานการณ์ตามจริง ถ้าข้าศึกประชิดเมืองแล้วมัวแต่รายงานว่า “สถานการณ์ปกติครับนาย” ชาติก็พินาศครับ

การรักชาติไม่ใช่การ “อวย” กันจนไม่ลืมหูลืมตา ใครเห็นสิ่งไม่ถูกต้องแล้วกล้าท้วงติง กล้าวิพากษ์วิจารณ์เพื่อการแก้ไข นั่นคือคนรักชาติครับ ไม่ใช่พวก “ชังชาติ” อย่างที่ใครบางคนมโนขึ้นมาเพื่อปิดปากคนอื่น เราต้องกล้าวินิจฉัยจุดที่มันเน่าเพื่อจะได้ “ผ่าตัด” มันออกไปก่อนจะลามไปทั้งร่าง

5. รักชาติที่ “การปรับตัวและก้าวไปข้างหน้า” (Evolution)
ผมเกิดและโตมาในยุคที่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมานับไม่ถ้วน ตั้งแต่ 14 ตุลา จนถึงยุคปัจจุบัน ผมบอกเลยว่าไม่มี “เจเนอเรชัน” ไหนจะยึดครองประเทศได้ตลอดไป เซลล์เก่าต้องผลัดใบให้เซลล์ใหม่ขึ้นมาแทน

ร่างกายที่แข็งแรงต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดี แต่ต้องยืดหยุ่นด้วย ประเทศชาติก็เช่นกันครับ เราต้องภูมิใจในรากเหง้า แต่ต้องไม่หยุดพัฒนา ไม่ใช่ทำตัวเป็นคนแก่หัวแข็งที่รู้ว่าพฤติกรรมเดิมๆ มันทำลายชาติ (เหมือนสูบบุหรี่จัดทั้งที่รู้ว่าเสี่ยงมะเร็ง) แต่ก็ยังไม่ยอมเลิก เพราะไม่มีความกล้าพอที่จะเปลี่ยน

บทสรุปจากใจ เสธ.ยอด
สำหรับผม ความรักชาติมันวัดกันที่ “การกระทำ” ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตครับ ไม่ใช่แค่น้ำลายที่พ่นออกมาตอนอยากได้คะแนนเสียง หรือการยืนตรงเคารพธงชาติเพียงอย่างเดียว

คนรักชาติจริงๆ คือคนที่ “ใจสะอาด และมือไม่พายเรือให้โจรนั่ง” วัคซีนที่ดีที่สุดของประเทศ ไม่ใช่คำโฆษณาชวนเชื่อ แต่มันคือ “ตัวเรา” ที่ต้องเริ่มทำในสิ่งที่ถูกต้องเสียที

แล้วพวกท่านล่ะครับ… คิดว่าวันนี้เรามี “ภูมิคุ้มกัน” ให้กับประเทศชาติกันพอหรือยัง? หรือเรากำลังปล่อยให้ “มะเร็ง” ในคราบผู้ทรงเกียรติกัดกินชาติไปต่อหน้าต่อตา?

แชร์ความเห็นกันมาได้ครับ ผมรับฟังทุกความจริง!