“กาบัตร”เปลี่ยนประเทศ
——–
นับถอยหลังอีก 2 วันก็จบแล้ว เดี๋ยวก็ได้รู้กันว่าเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใครจะมา แบบซึมมา หรือเทมา หรือใครจะฝ่อ ลีบเล็กและหดหายไป
ภายใต้รัฐธรรมนูญที่กำเนิดใต้ร่มธงคณะรัฐประหาร2557นี้มีการเลือกตั้งทั่วไป 3 ครั้ง เริ่มจากปี 2562 ปี2566 และปี 2569 นี้ เป็นห้วงที่กินเวลา 7 ปีซึ่งน้อยกว่าเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รากงอกบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
7 ปีมานี้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี 4 คน ก็ต้องเริ่มนับจากพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งหลังเลือกตั้งในปี2562 อยู่ต่อนานถึงปี 2566 ก่อนที่ผลเลือกตั้งจะผลัดเปลี่ยนได้“ เศรษฐา ทวีสิน”เป็นนายกฯในปี 2566 และ “ถูกสอย” จากนั้น“อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ก็เป็นต่อในปี 2567 แล้วก็“ถูกสอย”อีก ส้มถึงได้ร่วงใส่เท้า “อนุทิน ชาญวีรกูล”ได้เป็นนายกรัฐมนตรีค่อนปลายปี2568
เส้นทางนักการเมืองพลเรือนก็ต้องขรุขระไม่เหมือนนักการเมืองที่มาจากสายรัฐประหาร !
ดูอย่างเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 พรรคเพื่อไทย ชนะเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับ 1 แต่พวกส.ว. “อำนาจเฉพาะกาล”กลับไปยกมือโหวตให้“ประยุทธ์”เป็นนายกรัฐมนตรี พรรค“พลังประชารัฐ”ที่เพิ่งจัดตั้งหมาดๆเป็น“แกน”จัดตั้งรัฐบาลจัดทีมอำนาจเก่าสืบทอดอำนาจต่อไปอีก4ปี
เลือกตั้งทั่วไปปี 2566 “ 2 ป.”แตกคอกัน ลิ่วล้อบริวารก็แตกเป็น 2 แขนง
“พลังประชารัฐ”นั้นลูกพี่ใหญ่คุม “ป-ประยุทธ์”เป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีให้ “พรรครวมไทยสร้างชาติ”ที่ปั้นกันขึ้นมาใหม่
ผลเลือกตั้งส่งพลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ และประชาธิปัตย์ ไปเป็นพรรคขนาดกลางค่อนข้างเล็ก
ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เกิดใต้ร่มธงคสช. พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งปี2566 เป็น“ก้าวไกล”หรืออดีตพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค
“ก้าวไกล”พุ่งพรวดขึ้นมาเป็นที่ 1 ด้วยจำนวนส.ส. 151 ที่นั่ง ตามมาด้วย “เพื่อไทย” ได้ 141 ที่นั่ง และ ภูมิใจไทย 71 ที่นั่ง
เพื่อไทยหักก้าวไกลด้วยเหตุผลว่า ก้าวไกลมีเสียงสนับสนุนจาก“ ส.ว.”ชุด 3 ป.ไม่พอ
เพื่อไทยรวมทุกฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลไม่เว้นแม้แต่ที่สืบสายพันธุ์มาจากนักรัฐประหาร
พรรคก้าวไกล ถูกยุบอีก พร้อมตัดสิทธิ์ทางการเมือง ดาวจรัสแสงทุกดวงดับ !
“ก้าวไกล”กลายเป็น “พรรคประชาชน”ในศึกเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภา 2569 นี้
กล่าวได้ว่า อย่างน้อย 10 กว่าปีมานี้การเมืองไทยฟอนเฟะทำให้ทุกด้านไม่พัฒนา
มหาเศรษฐีใหม่ที่ใช้วิธีดำเนินธุรกิจแบบเก่าๆเหมือนเมื่อ 50 ปีก่อนยังคงแจ้งเกิดเจิดจรัสได้ คน “Gen- X”ที่อยู่ในโครงข่ายทุจริตคอร์รัปชั่น เติบโตขึ้นมาคุมทุกหน่วยราชการ
อย่าได้แต่โฟกัสแต่ที่กองทัพ คมนาคม หรือมหาดไทยเลย แม้แต่วงการการศึกษา โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย โครงการหรือหลักสูตรอะไรต่อมิอะไร วงการสาธารณสุข ยุติธรรม กล่าวได้ว่า แทบทุกตารางนิ้วมี “คอร์รัปชั่น
ข้าราชการรวยโดยไม่ต้องมีที่มาจากการทำมาหากินสุจริต และไม่ต้องอาย ไม่ต้องปกปิด แถมยังโอ้อวดความฟู่ฟ่าฟุ่มเฟือย ดื่มไวน์ขวดเป็นหมื่นเป็นแสน เล่นพนันกอล์ฟหลุมละห้าหมื่นหลุมละแสนคึกคักเอิกเกริก
ถามว่า การเลือกตั้ง ช่วยอะไรประเทศได้บ้าง
ถ้าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ์มืดฟ้ามัวดิน “ลงมือพร้อมกัน”ในการแสดงเจตจำนงผ่าน “การกาบัตร”เทหมดหน้าตักไปที่พรรคใดพรรคหนึ่ง การกำจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นในหน่วยราชการหรืออื่นใดอย่างเข้มข้นจริงจังก็ปรากฎเป็นจริงได้
อย่างเรื่องที่กำลังร้อนๆ “เงินกองทุนประกันสังคม” 2.9 ล้านล้านบาท
ถ้าผู้ประกันตนราว 25 ล้านคนซึ่งเป็น “เจ้าของ” ต้องการ “ความเปลี่ยนแปลง”ก็ต้องชวนกันออกมา“กาบัตร”บอกต้องการให้ชัดๆว่า ขอให้ “ล้าง”ระบบเก่า พร้อมสร้างระบบใหม่ที่เปิดเผย โปร่งใส และตรวจสอบได้ การบริหารจัดการทั้งรายรับ รายจ่าย มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จัดสรรปันส่วนอย่างเป็นธรรมกับเจ้าของเงิน
แม้การเลือกตั้งทุกครั้งจะเต็มไปด้วยการขี้ฉ้อทุจริตที่จับไม่ได้ แต่การเลือกตั้งก็เป็นทางเดียวที่จะนำไปสู่การกวาดล้างทุกส่วนราชการ
ประมาณกันว่า ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งร้อยละ 21 เป็นคน Gen-Z และ ร้อยละ 27 เป็นคน Gen-Y รวมประชากร 2 กลุ่มนี้ได้ 48 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ท่านปรารถนาสิ่งใดก็ลงมือทำตามความคิดและความหวัง
แน่นอนว่า ความคิดความเชื่อทางการเมืองของคนเรานั้นย่อมจะแตกต่างกัน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็น Gen-Yและ Gen -Z ยังมีGen -X กับ Baby Boomer อีกจำนวนพอๆกัน
แต่จำนวนไม่น้อยก็หมดความอดทนกับภาพที่ได้เห็นประเทศไทย จนถึงกับกล่าวกันว่า “ครึ่งศตวรรษ”ที่ผ่านมา “ความโดดเด่นที่ไม่ต้องค้นหา”ของประเทศไทยมีประการเดียวคือ การทุจริตคอร์รัปชั่นในระบบราชการ
การเลือกตั้งแก้ปัญหาของประเทศได้ ?
การเลือกตั้งจะทำให้พลเมืองพัฒนาและประเทศก้าวหน้า เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งหนึ่งทั้งนักการเมืองและพรรคการเมืองจะประกาศความคิดความเชื่อพร้อมแนวทางที่จะทำประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ การเลือกตั้งจึงเป็น “ทาง” ให้คน 1 คนกับ1 ความคิดความเชื่อได้พิจารณาและตัดสินใจ “เลือก”เพื่อบอกความต้องการผ่าน “บัตรเลือกตั้ง”
เพียงมีสิ่งหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามการเลือกตั้ง
นั่นคือ การใช้กำลังคนและอาวุธเข้าหักหาญแย่งยึดอำนาจหรือล้มกระดานตามที่เรียกกันว่า “รัฐประหาร”ซึ่งทุกครั้งจะมีการประดิษฐ์วาทกรรมโฆษณามาเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรม
การทำรัฐประหารผิดกฎหมายอาญา มีโทษรุนแรงถึงขั้น “ประหารชีวิต”หรือ “จำคุกตลอดชีวิต”
แต่ในประเทศไทย รัฐประหารเกิดขึ้นบ่อย และ “อายุของรัฐบาล”ที่มาจากการรัฐประหารยาวนานกว่าอายุรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ประเทศไทยไม่สามารถจะพัฒนาไปเป็น“เสือ”ของเอเชียเพราะรัฐประหารได้เปลี่ยนประเทศให้เป็น“แมว” บ้านเมืองไม่มีนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายล้มเหลว ศีลธรรมเสื่อมทราม ความฉ้อฉลทุจริตคอร์รัปชั่นหนาแน่นแผ่กว้างลุกลามทั่วทุกวงการ
ทั้งหมดนั้น“เปลี่ยนแปลงได้”ด้วยให้มีการเลือกตั้งที่ต่อเนื่อง ให้มีการเลือกตั้งที่สุจริต กับให้มี “กรรมการ”ที่เป็นกลาง สุจริต และเที่ยงธรรม !!!!!
🙏 ขอบคุณข้อมูลจาก
(คอลัมน์ : เหยี่ยวถลาลม มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ 30มค.-5กพ.69)